Design a site like this with WordPress.com
เริ่มได้

13 วิธีการตกแต่งสีห้องขนาดเล็ก ช่วยเปลี่ยนพื้นที่จำกัดในบ้านให้กว้างขวาง สบายตา ไม่อึดอัด และน่าอยู่ยิ่งขึ้น บอกเลยงานนี้มีครบทั้งสีสว่างและสีทึบเลย

1 สีขาว
แน่นอนว่าถ้าหากอยากที่จะให้ห้องขนาดเล็กดูใหญ่ขึ้น สีขาวหรือสีขาวบริสุทธิ์ (Super White) ดูเหมือนเป็นคำตอบที่ดีเยี่ยมที่สุด เพราะว่าสีนี้สามารถสะท้อนแสงรวมทั้งอำพรางตาให้ฝาผนังขยายออกไปได้ ก็เลยช่วยเพิ่มความกว้างใหญ่ได้อย่างดียิ่ง ทำให้ห้องมองสว่าง สบาย แล้วก็มีพื้นที่เพิ่มมากขึ้นแบบไม่โล่งเตียน ไม่แข็ง และไม่น่าเบื่อเกินความจำเป็นนั่นเอง

2 สีออฟไวท์
คล้ายคลึงกันกับสีขาวบริสุทธิ์เป็นสีออฟไวท์ สีขาวนวล หรือสีขาวที่มีสีอื่นผสมมานิดหน่อย (Off-White) ช่วยทำให้ห้องกว้างใหญ่แล้วก็สว่างขึ้นได้ แต่ว่าที่พิเศษเสริมเติมมาก็เป็น สีนี้จะให้ความรู้ความเข้าใจสึกอบอุ่นและก็โปร่งสบายมากขึ้นในตัวด้วย

3 สีเบจ
สำหรับผู้ที่เบื่อสีขาวปกติแล้ว แต่ว่าก็ไม่ใช่ถูกใจสีจัดๆสีแก่ หรือสีสันเยอะเกินไป ขอเสนอแนะให้ใช้สีเบจ (Beige) เลย เพราะว่าสีนี้จัดอยู่ในโทนสีกึ่งกลาง ให้ความรู้ความเข้าใจสึกสบายตา จับคู่กับสีอื่นๆได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโทนสีกึ่งกลาง อย่างสีขาวสีขาว แถมยังมองงาม ความสิก ไม่มีทางตกกระแสด้วยนะ

4 สีเทามุก
พวกเราสามารถเอามาปรับใช้แต่งห้องขนาดเล็กได้ด้วยการเลือกใช้เฉดที่สว่าง ตัวอย่างเช่น สีเทามุก (Pearl Gray) โดยลักษณะเด่นของสีนี้หมายถึงจะให้ความรู้ความเข้าใจสึกนาๆประการตามแสงสว่างที่ส่องเข้ามาในแต่ละเวลา ก็เลยทำให้ห้องมีความน่าดึงดูดใจมากขึ้น นอกเหนือจากนั้น ทุกๆวันนี้สีเทายังให้ความรู้ความเข้าใจสึกนำสมัย งาม โก้เก๋ แถมสบายตาเหมาะสมกับการพักผ่อนหย่อนใจอีกด้วย

5 สีบลอนด์
สีบลอนด์ หรือสีน้ำตาลทองคำ (Soft Blonde) ช่วยทำให้ความรู้สึกอบอุ่น ก็เลยเหมาะสมจะประยุกต์ใช้แต่งห้องขนาดเล็ก โดยมีกลเม็ดเป็นให้จับคู่กับประพรมหรือผ้าลายเก๋ แล้วก็ของตกแต่งจากธรรมชาติ เนื่องจากจะมีผลให้บรรยากาศในห้องผ่อนคลาย สะดวกสบาย และก็น่าอยู่เพิ่มขึ้น

6 สีกาแฟ
ถ้าอยากที่จะให้ห้องรู้สึกวัวซี่ มีความสบายและก็อบอุ่น สีกาแฟ (Coffee) นับว่าเป็นตัวเลือกชั้นยอดอย่างยิ่งจริงๆ ด้วยเหตุว่าเป็นเฉดสีที่มีความเป็นสีเทาอยู่ในตัวไม่น้อย ก็เลยช่วยทำให้บรรยากาศด้านในห้องบรรเทาขึ้นได้มากเลยล่ะ

7 สีแทน
นอกเหนือจากสีกาแฟแล้ว สีแทน (Tan) ก็ประยุกต์ใช้แแต่งห้องขนาดเล็กได้ดิบได้ดีไม่แพ้กัน ช่วยทำให้ความรู้สึกวัวซี่ๆสบายๆคล้ายกัน รับประกันคนไหนเพนต์ห้องพื้นที่น้อยของตนด้วยสีนี้ละก็ จะก่อให้รู้สึกบรรเทาเสมือนเป็นอยู่ในที่พักผ่อนที่ประหลาดตาแม้กระนั้นน่าดึงดูดมากมายอย่างยิ่งจริงๆ

8 สีเหลือง
สีเหลืองหรือเหลืองอ่อน (Soft Yellow) นับว่าเป็นสีที่ให้ทั้งยังความสนุกสนานร่าเริงรวมทั้งช่วยทำให้กำเนิดพลังที่การผลิตสรรค์ แถมยังมองอบอุ่นกำลังพอดี เหมาะกับทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยรุ่น หรือคนแก่ที่อยากได้ความแจ่มใส ก็เลยเหมาะสมจะใช้แต่งห้องขนาดเล็ก

9 สีชมพูอมส้มอ่อน
ผู้หญิงคนไหนกันกำลังจะตกแต่งห้องขนาดเล็ก ขอชี้แนะสีบลัช (Blush) หรือสีชมพูอมส้มอ่อนๆเลยจ๊า เพราะว่าดีเลิศ ช่วยอำพรางตาให้กว้างรวมทั้งสว่าง ทั้งยังช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับห้อง ไม่ทำให้ไม่อึดอัดหรือแน่นทึบมากจนเกินไป ที่สำคัญถ้าทดลองจับคู่กับสีเทาหรือสีดำ จะช่วยทำให้งดงาม พอดีมากมายอย่างยิ่งจริงๆ

10 สีฟ้าฟ้า
สำหรับห้องนอนขนาดเล็ก บอกเลยว่าอย่าละเลยสีฟ้า (Sky Blue) เด็ดขาด เพราะว่านอกเหนือจากสีนี้จะช่วยอำพรางตา ขยายห้องให้กว้างขึ้นแล้ว ยังช่วยทำให้บรรยากาศบรรเทา สบายตาเสมือนกำลังฝันอีกด้วย

11 สีเขียวไม่นต์
อีกหนึ่งสีในใจคนอีกหลายๆคนอย่าง สีเขียวไม่นต์ (Mint Green) ก็สามารถเอามาแต่งห้องขนาดเล็กได้ เนื่องจากว่าช่วยทำให้ทั้งยังความคลาสสิกแล้วก็ความมีชีวิตชีวาเสมือนอยู่ขอบริมหาด ซึ่งหากคนไหนกันเลือกใช้สีนี้แล้วต้องการให้ห้องเบิกบานใจ ผ่องใส เพลินตาเยอะขึ้นเรื่อยๆละก็ ขอชี้แนะให้จับคู่กับโทนสีที่แตกต่าง เป็นต้นว่า สีขาว หรือสีกึ่งกลางอื่นๆเลยจ๊า

12 สีเขียวนกเป็ดน้ำ
แน่ๆว่าโทนสีทึบๆก็ใช้ตกแต่งห้องเล็กๆได้ โดยเฉพาะสีเขียวนกเป็ดน้ำ (Dark Teal) หรือสีเขียวอมสีน้ำเงิน ที่สามารถจะช่วยทำให้ห้องมองลึกรวมทั้งกว้างขึ้น ทั้งยังยังเป็นโทนสีเย็น เปลี่ยนบรรยากาศให้เหมาะสมกับการนั่งชิลยามว่างที่บ้าน โดยไม่เบื่ออีกด้วย

13 สีม่วง
คนไหนถูกใจสีม่วง (Purple) ยิ้มได้เลย เพราะว่าสีแก่ๆหนักๆสีนี้ก็เหมาะสมกับห้องขนาดเล็กเช่นเดียวกัน แต่ควรจะใช้เพียงแค่บางจุด ได้แก่ โถงปากทางเข้า หรือฝาผนังฝั่งใดฝั่งหนึ่งแค่นั้น เท่านี้ก็ช่วยทำให้บ้านมองมีชีวิตชีวาขึ้นแบบไม่อึดอัด แล้วก็ทำให้บ้านไม่มีเบื่ออีกต่อไปแล้ว

หน่อไม้ฝรั่ง ผักรสชาติดี กรอบกรุบ ประโยชน์เยอะ อยากปลูกหน่อไม้ฝรั่งไว้ทำกับข้าว มาดูสายพันธุ์ยอดนิยมและวิธีปลูกหน่อไม้ฝรั่งกันค่ะ

หน่อไม้ฝรั่ง นับว่าเป็นผักโปรดในใจคนอีกหลายๆคน เนื่องจากมีอีกทั้งความกรุบกรอบไม่ซ้ำใคร รสดี อร่อยนัว มีกลิ่นส่วนตัว แถมยังนำไปทำอาหารได้หลากหลาย ที่สำคัญผลดีเด็ดๆคุณประโยชน์โดนๆมากมาย ฮั่นแน่ กล่าวมาขนาดนี้ มั่นใจว่าคู่รักการปลูกผักอาจจะอยากได้แนวทางปลูกหน่อไม้ฝรั่งไว้รับประทานเองที่บ้านกันจะแย่แล้ว ถ้างั้นอย่ามัวรอคอยช้า ตามมามองแนวทางปลูกหน่อไม้ฝรั่งพร้อมเพียงกันเลยนะ

ทำความรู้จักหน่อไม้ฝรั่งกันก่อน
ต้นหน่อไม้ฝรั่ง หรือ Asparagus มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Asparagus Officinalis จัดอยู่ในวง Asparagaceae เป็นผักที่มีคุณค่าทางของกินสูง เอามาทำอาหารได้นานัปการ รสดี มีความกรุบกรอบ โดยจะใช้ประโยชน์จากหน่อเป็นหลัก แบ่งได้หน่อเขียว (หน่อที่โผล่พ้นเหนือดิน) กับหน่อขาว (หน่อที่กลบอยู่ใต้ดิน ไม่ได้รับแสงแดด) ในด้านการปลูกและก็การดูแลก็ออกจะง่าย เก็บเกี่ยวได้นาน สามารถปลูกไว้ทำครัวรับประทานเองที่บ้านก็ได้ หรือจะปลูกไว้ส่งขายก็ทำรายได้พอได้เลยนะ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
หน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชอายุยาวนานหลายปี มีราก 2 ประเภทหมายถึงรากเนื้อแล้วก็รากฝอย ฝังลึกอยู่ใต้ดินทั้งสอง ส่วนลำต้นแบ่งได้เป็น 2 ส่วน เช่น ลำต้นใต้ดินกับลำต้นบนดิน โดยลำต้นใต้ดินหรือเหง้าจะอยู่ชิดกับราก มีลักษณะเหมือนแท่งดินสอกระจัดกระจายออกรอบทิศสีน้ำตาล ส่วนลำต้นบนดินช่วงแรกจะเรียกว่าหน่ออ่อน ยอดอ่อน หรือสเปียร์ (Spear) แตกออกมาจากตาข้างลำต้นใต้ดิน ปกคลุมด้วยใบแท้ มีลักษณะเป็นเกล็ดบางๆตามข้อ โดยจะโผล่พ้นดินขึ้นมาโดยประมาณ 90-120 ซม. ทรงเหมือนเฟิร์นนิดหน่อย มีกิ่งลักษณะที่คล้ายใบ เรียกว่า คลากระโดด (Cladodes) หรือคลาโดฟิล (Cladophyll)

หน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชที่เพศผู้แล้วก็เพศเมียแยกกันอยู่ จำต้องอาศัยแมลงช่วยสำหรับเพื่อการผสมเกสร ดอกจะออกค่อนข้างจะเร็ว มีลักษณะเป็นรูประฆัง สีเขียวแกมเหลือง โดยดอกของต้นเพศผู้จะมีขนาดใหญ่รวมทั้งยาวกว่า ส่วนดอกของต้นเพศเมียจะมีขนาดเล็กแล้วก็น้อยกว่า มักขึ้นตามกิ่งก้าน นอกเหนือจากยังมีผลเหมือนเบอร์รีทรงกลมๆเล็กๆตอนอ่อนเป็นสีเขียว ตอนสุกเป็นสีแดงส้ม มีเม็ดสีดำด้านในอยู่ 2-3 เม็ดด้วย

สายพันธุ์ที่นิยมปลูก
หน่อไม้ฝรั่งที่ชาวไทยนิยมนำมาปลูกมีทั้งหมด 5 สายพันธุ์ เป็นต้นว่า
1 หน่อไม้ฝรั่งชนิดแมรี่วอชิงตัน (Mary Washington) เป็นหน่อไม้ฝรั่งชนิดแรกที่ปลูกเอาไว้ภายในไทย ได้ผลผลิตค่อนข้างจะดีแต่น้อยกว่าประเภทอื่น ก็เลยไม่ค่อยนิยมในขณะนี้
2 หน่อไม้ฝรั่งชนิดแคลิฟอร์เนีย 500 (California 500) เป็นหน่อไม้ฝรั่งที่แก่เก็บเกี่ยวเร็ว ได้ผลผลิตใกล้เคียงกับจำพวกแมรี่วอชิงตัน
3 หน่อไม้ฝรั่งจำพวกแคลิฟอร์เนีย 309 (California 309) เป็นหน่อไม้ฝรั่งที่ได้รับการค้นคว้าว่าแข็งแรง แถมยังได้ผลผลิตดีมากยิ่งกว่าแล้วก็ขนาดใหญ่กว่าชนิดแมรี่วอชิงตันแล้วก็ประเภทแคลิฟอร์เนีย 500
4 หน่อไม้ฝรั่งชนิดไฮบริดอิมพีเรียล (Hybrid Imperial) เป็นหน่อไม้ฝรั่งประเภทลูกผสม ได้ผลผลิตสูงขึ้นมากยิ่งกว่าทั้งยังแมรี่วอชิงตัน แคลิฟอร์เนีย 500 และก็แคลิฟอร์เนีย 309
5 หน่อไม้ฝรั่งประเภทบร็อคอินพรู๊ฟ (Brock’s Improved) เป็นหน่อไม้ฝรั่งชนิดลูกผสม ได้ผลผลิตมากที่สุด เม็ดก็เลยราคาแพงแพง

แนวทางปลูกหน่อไม้ฝรั่ง
กรรมวิธีปลูกหน่อไม้ฝรั่งสามารถทำเป็น 2 แบบ เป็น

1 การเพาะกล้าลงในแปลงปลูกโดยตรง
ในการเพาะต้นกล้าลงในแปลงปลูกโดยตรง ขั้นแรกให้พวกเราตระเตรียมแปลงปลูกด้วยการขุดดินเป็นร่องแปลงสูง 30 ซม. กว้าง 1 เมตร ยาว 10 เมตร อย่าลืมกระพรวนดินอย่างรอบคอบ กำจัดวัชพืชให้หมดจด รวมทั้งคลุกปุ๋ยมูลสัตว์/ปุ๋ยธรรมชาติ+ปุ๋ยวิทยาศาสตร์+ปูน ลงไปในดินให้บ่อย

ต่อจากนั้นเกลี่ยหน้าดินให้เรียบ แล้วทำหลุมสำหรับหยอดเม็ด กะให้ลึกโดยประมาณ 2 ซม. เว้นระยะห่างราว 15-20 ซม. เสร็จรวมทั้งหยอดเม็ดลงไปหลุมละ 1 เม็ด หลังจากนั้นใช้ดินกลบบางๆแล้วก็ใช้เศษฟางหรือต้นหญ้าแห้งปกคลุมทับ (สามารถโรยฟูราดานเพื่อคุ้มครองแมลงได้) พร้อมกับหมั่นดูแลรดน้ำเป็นประจำ โดยเม็ดจะเริ่มผลิออกภายหลังปลูกราว 10-15 วัน ซึ่งควรจะคอยให้เม็ดแตกหน่อออกมาสัก 2-3 ซม. และหลังจากนั้นก็ค่อยให้ปุ๋ยรีบ อย่าลืมกำจัดวัชพืชและก็ถอนต้นหญ้าด้วย

2 การเพาะกล้าลงในถุง แล้วย้ายลงแปลงปลูก
สำหรับในการเพาะต้นกล้าลงในถุง ให้พวกเราผสมดินร่วนซุย 1 ส่วน เศษใบไม้ 1 ส่วน เถ้าแกลบ 1 ส่วน แล้วก็ปุ๋ยธรรมชาติ 1 ส่วน เข้าด้วยกัน แล้วหลังจากนั้นกรอกใส่ถุงเพาะชำ แล้วหยอดเม็ดตามลงไป เสร็จแล้วหลังจากนั้นก็ให้นำไปตั้งไว้ที่โล่งแจ้งและก็รดน้ำทุกวี่ทุกวัน ไม่นานสักราวๆ 3-4 เดือน ต้นกล้าก็จะเติบโต แข็งแรง พร้อมแก่การย้ายปลูก ส่วนขั้นตอนอื่นๆระหว่างรอย้ายลงแปลงปลูก มีดังนี้

  1. การเตรียมแปลงปลูก : ให้พวกเราขุดกลับดินให้ดี ย่อยดินให้ถี่ถ้วน พร้อมกับผสมปุ๋ยแล้วก็แกลบให้เหมาะ แล้วตากทิ้งเอาไว้ราว 2 เดือน พอเพียงถึงกำหนดก็อวยพรวนดินซ้ำอีกรอบ กำจัดวัชพืช แล้วชูร่องขึ้นสูงรวมทั้งเกลี่ยหน้าดินให้เรียบเพื่อตระเตรียมทำหลุมปลูก
  2. การเตรียมหลุมปลูก : ให้พวกเราขุดหลุมลึก 15-25 ซม. กว้าง 20 ซม. พร้อมด้วยผสมปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ราวๆ 1 ช้อนชา กับปุ๋ยมูลสัตว์หรือเถ้าแกลบ 2 กำมือ เพื่อใช้รองตูดหลุม (สามารถผสมฟูราดานเข้าไปเพื่อคุ้มครองป้องกันแมลงได้)
  3. การจัดระยะปลูก : หน่อไม้ฝรั่งควรจะปลูกให้แถวห่างกันโดยประมาณ 1-1.5 เมตร แม้กระนั้นถ้าคนไหนต้องการปลูกผักอื่นแซมด้วย ก็สามารถเว้นระยะห่างมากยิ่งกว่านี้ได้
  4. การเตรียมย้ายกล้าลงปลูกภายในแปลง : ให้เลือกต้นกล้าที่แข็งแรง บริบูรณ์ แล้วก็มีรากมากมาย อายุสักราวๆ 3-4 เดือน แล้วต่อจากนั้นตัดยอดต้นกล้าออกให้ต้นสูงราวๆ 15 ซม. แล้วแช่โคนและก็รากลงไปในน้ำผสมสารคุ้มครองป้องกันเชื้อราราวๆ 15 นาที และจากนั้นจึงนำไปทำปลูก ระวังไม่ให้รากขาด โดยขณะที่เหมาะสมจะย้ายกล้าลงปลูกจะเป็นตอนบ่ายๆใกล้เย็นที่มีแสงอาทิตย์อ่อนๆ
  5. การปลูก : ให้ปลูกหลุมละ 1 ต้น โดยจำต้องแผ่รากของต้นกล้าให้กระจัดกระจาย ไม่กลุ่ม และกลบดินหรือโกยดินรอบโคนต้นให้สูงมากขึ้นมา แล้วกดให้แน่น แล้วก็รดน้ำให้เปียกชื้น

วิธีสำหรับดูแลแล้วก็เก็บเกี่ยวหน่อไม้ฝรั่ง
หน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชที่ถูกใจดินร่วนซุยผสมทราย ปรารถนาแสงไฟส่องถึงหน้าดิน อยากน้ำเป็นประจำ ถูกใจหน้าดินเปียกชื้นๆแต่ว่าเกลียดชังดินเฉอะแฉะ การบำรุงทำเป็นโดยการใส่ปุ๋ยธรรมชาติหรือปุ๋ยเคมีเป็นบางครั้งบางคราว พร้อมกับหมั่นกำจัดวัชพืชและก็โกยดินกลบโคนต้นบ่อยๆ แล้วก็ที่สำคัญหน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชที่แตกหน่อ แตกก้านเยอะขึ้นด้วยเหตุนี้ถ้าเกิดไม่อยากที่จะให้แย่งของกินคุ้นเคยจนถึงแคระแกร็น ก็อย่าลืมตัดแต่งทรงเสมอๆหรือจะพักต้น (การถอนต้นที่มีภาวะไม่ดีทิ้ง เหลือแค่ต้นที่ภาวะดีไว้) แทนก็ได้

โดยหน่อไม้ฝรั่งจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ตอนอายุ 4 เดือน หรือเมื่อหน่อโผล่พ้นเหนือดินขึ้นมาโดยประมาณ 20 ซม. (ไม่เกิน 27 ซม.) ซึ่งภายหลังปลูกแรกๆให้เก็บเฉพาะหน่อเขียวก่อน แล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยเก็บหน่อขาวในตอนหลังหรือตอนราวๆ 2-3 ปี ด้วยเหตุว่าพักหลังปลูกใหม่ๆหน่อขาวจะยังไม่สมบูรณ์

สำหรับวิธีแยกหน่อเขียวกับหน่อขาวเป็นหน่อเขียวจะเป็นหน่ออ่อนแทงขึ้นมาเหนือดินมากยิ่งกว่า 17 ซม. ให้เก็บด้วยการขุดดินตรงลงไป แล้วก็ใช้มือดึงเอาหน่อออกมา แล้วก็โกยดินกลบ ส่วนหน่อขาวเป็นหน่อที่อยู่ใต้ดิน ด้วยเหตุดังกล่าววิธีการปลูกจำเป็นจะต้องโกยดินกลบให้สูงตามความยาวที่ปรารถนา โดยส่วนมากจะมีความยาวมากยิ่งกว่า 17 ซม.

โรครวมทั้งแมลงที่ต้องระมัดระวัง
โรคที่พบมากในต้นหน่อไม้ฝรั่ง ดังต่อไปนี้
1 โรคลำต้นไหม้ : จะเป็นแผลสีน้ำตาลตามลำต้น กิ่ง ก้าน รวมทั้งใบ กระทั่งทำให้ใบหล่นรวมทั้งต้นแห้งตาย คุ้มครองปกป้องได้ด้วยการระบายน้ำอย่าให้ขัง ถอนต้นทิ้งก่อนขยาย แล้วก็ฉีดยาปกป้อง
2 โรคเน่าแฉะ : จะเกิดขึ้นกับต้นอ่อน มีลักษณะชุ่มฉ่ำน้ำที่ปลายยอดจนกระทั่งยอดอ่อนมีสีเหลือง พร้อมด้วยขึ้นราสีเทาเป็นก้านสั้นๆปกป้องได้ด้วยการฉีดยากำจัดโรค
3 โรคเน่าเละ : จะมีลักษณะเยื่อนุ่ม บอบช้ำ ลื่น รวมทั้งเหม็น โดยมากเป็นที่ปลายยอดหรือปลายหน่อ ปกป้องได้ด้วยการระวังขณะเก็บเกี่ยว หลบหลีกกระบวนการทำให้กำเนิดแผล คัดเลือกเฉพาะหน่อที่บริบูรณ์ รวมทั้งกระทำการลดอุณหภูมิในทันทีข้างหลังเก็บ
4 โรคหน่อเน่า : จะมีลักษณะอาการบอบช้ำน้ำ ซึ่งอาจจะมีการเกิดขึ้นที่ส่วนใดก็ได้ แม้กระนั้นส่วนใหญ่จะเริ่มที่โคนหน่อ คุ้มครองได้ด้วยการระวังไม่ให้หนอนกัดและไม่ให้เครื่องใช้ไม้สอยลูกพรวนดินไปโดน
5 โรครากแล้วก็โคนเน่า : จะมีลักษณะเน่าตามยอดหน่อหรือรอยตัด คุ้มครองปกป้องได้ด้วยการลดอุณหภูมิอย่างเร็วข้างหลังเก็บเกี่ยวแล้วก็ระวังความชุ่มชื้นรอบๆยอดหน่อ
6โรคแอนแทรกโนส : จะเป็นแผลสีน้ำตาลเห็นได้ชัดเจน เมื่อเริ่มขยายจะมีผลให้ลำต้นยุบแล้วก็แห้งตาย คุ้มครองได้ด้วยการกำจัดส่วนที่เป็นโรคออกไปทำลาย ระวังน้ำนอง รวมทั้งฉีดยาคุ้มครองป้องกัน

ส่วนพวกแมลงหรือศัตรูพืชที่มักพบจะเป็นพวกหนอนหัวข้อหอม หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนคืบ เพลี้ยไฟฝ้าย แล้วก็เพลี้ยไฟหอม ด้วยเหตุดังกล่าวหากคนใดกันแน่คิดจะปลูก ก็อย่าลืมระวังและก็หมั่นกำจัดแมลงพวกนี้ออกไปด้วย

คุณประโยชน์และก็คุณประโยชน์อันดีเลิศ
นอกเหนือจากการที่จะปลูกได้ไม่ยากรวมทั้งดูแลง่ายแล้ว จำต้องบอกเลยว่าผักมีความกรอบ รสกลมกล่อมละมุนละไม แล้วก็มีสารอาหารหลบซ่อนอยู่เยอะ แถมยังนำไปเตรียมอาหารได้อีกทั้งต้ม ผัด ลวก แถมยังช่วยลดหุ่น ช่วยปรับให้สมดุลไส้ ช่วยลดการเสี่ยงโรคหัวใจ ช่วยบำรุงรักษาผิวพรรณ บำรุงท้อง บำรุงสมอง รวมทั้งฯลฯ สรุปว่าหากคนใดใคร่รู้เพิ่ม ก็ทดลองตามไปดูกันได้ ยืนยันจำต้องตกหลุมรักการกินหน่อไม้ฝรั่งแน่