Design a site like this with WordPress.com
เริ่มได้

ใครเจ๋งสุด!เปิดลิสต์ 5 กุนซือเก่งสุดในโลก

กุนซือเก่งสุดในโลก ชีวิตของผู้จัดการทีมฟุตบอล มันไม่มีอะไรง่ายเลย ยิ่งด้วยการได้คุมทีมใหญ่แล้วนอกจากเรื่องของแท็คติคในสนาม ก็ยังมีเรื่องของการรับมือกับเหล่าแข้งซูเปอร์สตาร์ ที่พวกเขาต้องควบคุมมันให้ได้
ยามใดที่ทีมผลงานดีการได้รับคำชมก็อาจมีมากขึ้นตามกันแต่หากเมื่อไหร่ที่ฟอร์มย่ำแย่แล้ว แน่นอนเขาคือคนแรกที่ต้องรับผิดชอบ

ในปัจจุบัน เราได้เห็นผู้จัดการทีมเจ๋งๆหลายรายในโลกฟุตบอลสมัยใหม่ และพวกเขาเหล่านั้นก็พิสูจน์ความสำเร็จในลีกชั้นนำของยุโรปมาหลายฤดูกาล

ลิสต์นี้เราได้คัดบรรดากุนซือที่ได้ชื่อว่ามีความเก่งฉกาจและการันตีด้วยความสำเร็จไม่ว่าจะในเวทียุโรปหรือในลีกตัวเอง เอาล่ะ เกริ่นมาถึงตรงนี้แล้ว จะมีใครบ้างไปดูกันได้เลย

5. เจอร์เก้น คล็อปป์


ประสบความสำเร็จกับโบรุสเซียร์ ดอร์ทมุนด์ ด้วยการคว้าแชมป์บุนเดสลีกาสองสมัย ส่วนผลงานกับลิเวอร์พูล แม้จะยังไม่มีถ้วยใดๆติดไม้ติดมือ แต่เขาก็สามารถหงส์แดงเข้าชิงชนะเลิศได้ถึง 3 รายการ ทั้ง คาลิ่ง คัพ, ยูโรปา ลีก และ ยูฟ่า
แชมเปี้ยนส์ลีก

ยิ่งตอนนี้ผลงานของเดอะ เรดส์ ในลีกปีนี้ ก็ก้าวขึ้นมาเบียดแย่งแชมป์กับแมนฯซิตี้ ได้สูสี ส่วนผลงานในแชมเปี้ยนส์ลีก ก็ทะลุเข้าถึงรอบก่อนรองฯ และหากย้อนไปสมัยอยู่กับเสือเหลือง เขาก็เคยพาดอร์ทมุนด์ เข้าชิงรายการนี้ได้อีกด้วย

น่าเสียดายที่เขามักจะพลาดหวังในนัดชิงฯมาหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งหากในอนาคตคล็อปป์พาทีมได้แชมป์ไม่ว่าถ้วยใดถ้วยหนึ่ง อันดับในลิสต์นี้จะขยับขึ้นอีกแน่นอน

4. ดีเอโก้ ซิเมโอเน่


แม้ฟุตบอลของซิเมโอเน่ไม่ใช่ประเภทที่ ต่อบอลกันสวยงาม ครองบอลเยอะ หรือเปิดเกมบุกอันเร้าใจ แต่คุณจะเถียงไม่ได้เลยหากมองจากความสำเร็จที่เขาทำไว้กับแอต.มาดริด

จาก 420 เกม เขาพาทีมมีอัตราชนะสูงถึง 61% ด้วยสไตล์การเล่นที่เน้นเรื่องความเข้มข้นในเกมรับ ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จที่พาทีมตราหมีเถลิงแชมป์ลา ลีกามาครองได้ เท่านั้นไม่พอนอกจากเด่นในลีกตัวเองแล้ว ในบอลถ้วยใหญ่ยุโรปเขาก็
พาทีมจบรองแชมป์ได้ถึงสองครั้ง ในซีซั่น 2013/14, 2015/16 รวมถึงก้าวเป็นแชมป์ยูโรปา ลีก ได้สองสมัย เพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่เราจะยกให้เขาติดอันดับนี้

3. ซีเนดีน ซีดาน


ซีดานอาจไม่ไดมีระยะเวลาในการคุมการมายาวนั้นเหมือนกุนซืออื่นๆ ถึงกระนั้นความมหัศจรรย์ของเขาก็เป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อ

หากเทียบกับการที่มีอัตราชนะเพียง 45% กับ เรอัล มาดริด คาสตีย่า หรือทีมราชันชุดขาว ชุดบี ถือว่าเป็นผลงานที่ไม่เขาตานัก อย่างไรก็ตาม บอร์ดเรอัล มาดริด มองเห็นอะไรบางอย่างในตัวอดีตเพลย์เมคเกอร์หมายเลข 5 ของทีมรายนี้
และมอบโอกาสการคุมทีมแก่เขา ซึ่งผลที่ออกมานั้นนับเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าบอร์ดบริหารคิดถูก

ซิซู พาราชันชุดขาวกวาดแชมป์ยุโรปได้ถึงสามสมัยติดต่อ อีกทั้งยังคว้าแชมป์ลาลีกาได้อีกในซีซั่น 2016/17 ทว่าช่วงซัมเมอร์ 2018 เขากลับมาชิงลาออกกลางคัน แต่สุดท้ายท่ามกลางปัญหาของมาดริด ซีดานก็ถูกรับเลือกมาแก้วิกฤติของ
ทีมอีกครั้ง

2. มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี


กว่าสองทศวรรษที่เขาโด่งดังในฐานะนักฟุตบอล พอหลังจากสิ้นเส้นทางอาชีพอัลเลกรีก็ตอกย้ำความเป็นสุดยอดคนลูกหนังด้วยการรับหน้าที่เป็นผู้จัดการทีม ทั้งกับ ซัสซูโอโล, เอซี มิลาน หรือยูเวนตุส โดยเฉพาะกับม้าลายแห่งตูริน

แชมป์กัลโช่ เซเรีย อา 5 สมัยติดต่อกัน 4 แชมป์โคปา อิตาเลีย คือความสำเร็จที่จับต้องได้ของเขากับยูเว่ ในลีกอิตาลี ไม่เพียงเท่านั้น ผลงานในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็นับว่าอยู่ในขั้นที่ยอดเยี่ยมจากการพายูเวนตุส เข้าชิง 2 ครั้งในรอบ 4 ปี
ซึ่งในปีนี้ ความคาดหวังของเหล่าเบียงโคเนรี่ คือการได้สัมผัสแชมป์ยุโรปครั้งแรกในรอบ 22 ปี ถามว่าทำไมต้องต้องคาดหวังขนาดนั้น ก็เพราะตอนนี้ยูเวนตุสมีคริสเตียโน่ โรนัลโด้ อยู่ในทีมไงล่ะ

1. เป๊ป กวาร์ดิโอล่า


น้อยคนนักที่จะประสบความเร็จทั้งในอาชีพนักเตะและอาชีพกุนซือ แต่นั่นไม่ใช่กับชายที่ชื่อ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

ในฐานะผู้จัดการทีม เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ฝากผลงานเด่นไว้กับบาร์เซโลน่า, บาเยิร์น มิวนิค และแมนฯซิตี้ ในปัจจุบัน

ทั้งสามสโมสรที่ผ่านการเจียระไนโดยเป๊ป อัตราการชนะมีสูงถึง 71%ทั้งสิ้น และพาทีมเหล่านั้นคว้าแชมป์ลีกได้ทั้งหมด นอกจากนี้กับบาร์ซ่า เขาก็พาเจ้าบุญทุ่มครองเจ้ายุโรปได้สองสมัย

เขาสร้างจุดเด่นให้กับทั้งบาร์เซโลน่า และบาเยิร์น มิวนิค ในแง่ของเรื่องการเล่นบอลที่สวยงาม และจนถึงตอนนี้ที่เวทีพรีเมียร์ลีก เขาก็ปรับแต่งเรือใบสีฟ้าจนเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบไม่ต่างจากสองทีมเก่าเลย

ซีซั่นก่อนเขาพาแมนฯซิตี้ กวาดได้ถึง 100 แต้มในลีก ชนิดที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน และในตอนนี้เหล่าซิตีเซน ก็อยู่ในเส้นทางคว้า 4 แชมป์ ซึ่งในตอนนี้ทำได้มาแล้ว 1 แชมป์กับถ้วยคาราบาว คัพ

ด้วยผลงานอันเอกอุขนาดนี้ คงไม่มีใครใจร้าย บอกว่าเขาไม่ใช่กุนซือเบอร์ 1 โลกหรอก ใช่ไหม?

สเตอร์ลิ่ง-ซานโช่โชว์โหด! ชำแหละผลงานแข้งอังกฤษนัดกระซวกเช็ก

สเตอร์ลิ่ง “ทรี ไลอ้อนส์” โชว์ฟอร์มสุดโหดในนัดแรกของศึก ฟุตบอลยูโร 2020 รอบคัดเลือก หลังเปิดรัง เวมบีลย์ สเตเดี้ยม ถล่มผู้มาเยือนอย่าง เช็ก ชาดลอยถึง 5-0 มีแข้งผู้ดีหลายคนได้ลงประเดิมทีมชาติ ขณะที่ แมน ออฟ เดอะ แมตช์ หนีไม่พ้นแข้งที่ระเบิดฟอร์มแฮตทริกของเกมนี้ได้ไปถึง 9.5 แต้มเลยทีเดียว เราไปชมผลงานแข้งอังกฤษในนัดนี้กัน
อังกฤษ

จอร์แดน พิคฟอร์ด 6
มีโอกาสเซฟเน้นๆอยู่แค่ครั้งเดียว แถมโอกาสเดียวนี้ก็ยิงตรงตัวรับง่ายๆอีก

ไคล์ วอล์คเกอร์ 6.5
เติมเกมบุกอย่างเมามันส์ คอยช่วยซัพพอร์ทเกมรุกของ จาดอน ซานโช่

ไมเคิ่ล คีน 6
เล่นง่าย ส่งบอลง่าย อาจจะขาดลูกจ่ายงามๆแบบ จอห์น สโตนส์ แต่โดยรวมยังถือว่าดี เจอบบททดสอบไม่ยากนัก

แฮร์รี่ แม็คไกวร์ 6.5
มีจังหวะบล็คกลูกยิงสำคัญๆบ้าง จ่ายบอลได้ดี แต่ก็ไม่ค่อยเจองานยากเช่นกัน

เบน ชิลเวลล์ 6.5
ส่วนใหญ่จะเน้นเติมเกมบุก มีตัดบอลและแย่งบอลสวยๆอยู่

เอริก ดายเออร์ 6
ได้ลงอยู่ประมาณ 17 นาทีก็โชคร้ายได้รับบาดเจ็บจนถูกเปลี่ยนตัวออก

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน 7.5
เป็นศูนย์กลางในแดนกลาง คอยถ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีม บอลสั้นบอลยาวยังทำได้ยอดเยี่ยม

เดเล่ อัลลี่ 7
มีจับบอลสวยๆบ้าง แต่โดยรวมฟอร์มยังไม่โดดเด่นนัก เป็นคนตอกส้นให้ สเตอร์ลิ่ง จนทีมได้จุดโทษ

ราฮีม สเตอร์ลิง 9.5
มีส่วนร่วมกับประตูที่ได้ถึง 4 ลูก ซัดแฮตทริกแรกในนามทีมชาติ ยังเป็นคนเรียกจุดโทษให้กับทีมอีก

จาดอน ซานโช่ 8
อาจจะเริ่มเกมติดๆขัดๆบ้าง แต่หลังจากนั้นสกิลการเลี้ยงของเขาปั่นป่วนแนวรับคู่แข่งได้ตลอด จัดแอสซิสต์ไปหนึ่ง

แฮร์รี่ เคน 7.5
เป็นคนจ่ายทะลุช่องจนเป็นจุดเริ่มต้นที่ได้ประตูแรก ก่อนจะมาซัดจุดโทษ แต่ครึ่งหลังค่อนข้างเงียบไปหน่อย

ผู้เล่นสำรองที่ลงสนาม

รอส บาร์คลีย์ 7 (ลงมาแทน เอริก ดายเออร์ น.17)
ลงมาแบบกระทันหัน พยายามพาบอลขึ้นหน้าและช่วยเกมรุกตลอด

ดีแคลน ไรซ์ 6 (ลงมาแทน เดเล่ อัลลี่ น.63)
ลงเล่นให้ทีมชาติอังกฤษเป็นครั้งแรก ลงมาจ่ายบอลง่ายๆเป็นส่วนใหญ่

คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย 7 (ลงมาแทน ราฮีม สเตอร์ลิง น.68)
ลงเล่นให้ทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ครั้งแรก เป็นคนลากเลื้อยแล้วยิงไปติดเซฟ ก่อนกองหลังเช็กจะทำเข้าประตูตัวเอง

ปิเก้ จับมือ ชาบีติดทัพกาตาโลเนียอุ่นเวเนซูเอล่า

ปิเก้, โบยาน เกร์กิช และ ชาบี เอร์นานเดซ มีชื่อติดทัพกาตาโลเนีย ในเกมอุ่นเครื่องพบ เวเนซูเอล่า วันจันทร์ที่ 25 มี.ค.นี้ โดยจะเป็นแมตช์แรกที่พวกเขาลงสนามในช่วงเวลาเดียวกับที่ ฟีฟ่า จัดโปรแกรมให้กับทีมชาติ แต่กระนั้นมีหลายสโมสรในลีกสเปน ที่ไม่ปล่อยตัวนักเตะมาร่วมทีมในแมตช์นี้
กาตาโลเนีย ประกาศรายชื่อนักฟุตบอลที่จะลงเล่นอุ่นเครื่องพบ เวเนซูเอล่า ในวันจันทร์ที่ 25 มีนาคมนี้ นำทัพโดย เคราร์ด ปิเก้ เซนเตอร์แบ็กจอมแกร่ง “เจ้าบุญทุ่ม” บาร์เซโลน่า, โบยาน เกร์กิช หัวหอกสโต๊ค ซิตี้ และ ชาบี เอร์นานเดซ จอมทัพมากประสบการณ์ ในวัย 39 ปีจากสโมสรอัล ซาดด์

สำหรับแมตช์นี้เป็นเกมแรกที่ทัพกาตาลัน จะได้ลงเล่นในช่วงเวลาเดียวกันกับที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) กำหนดให้มีการแข่งขันในระดับทีมชาติอย่างเป็นทางการ แต่กระนั้นทีมไม่ได้รับการหนุนหลังจากหลายๆ สโมสรในลา ลีกา เพราะ เรอัล บายาโดลิด, บียาร์เรอัล, อ้วยส์ก้า และ ราโย บาเยกาโน่ ที่ไม่ปล่อยนักเตะมาร่วมทีม

อย่างไรก็ตาม การที่ กาตาโลเนีย ไม่ได้เป็นสมาชิกสหพันธ์ลูกหนังนานาชาติ ทำให้ ฟีฟ่า ไม่สามารถใช้อำนาจเพื่อกดดันสโมสรเหล่านั้นให้ปล่อยนักเตะของพวกเขาออกมาเล่นให้ทีมชาติได้ ขณะเดียวกัน เคราร์ด โลเปซ เทรนเนอร์กาตาโลเนีย น้อมรับการตัดสินใจของสโมสรต่างๆ พร้อมยืนยันนี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับฟุตบอลล้วนๆ ไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ กาตาโลเนีย เคยมีโปรแกรมในการสู้กับทีมชาติอื่นมาแล้ว โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1912 เมื่อพวกเขาแพ้ ฝรั่งเศส 0-7 แต่ไม่ได้รับการจดบันทึกจากสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) และ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า)

กระนั้นพวกเขายังเคยลงเล่นเกมอุ่นเครื่องกับชาติมหาอำนาจลูกหนังอีกครั้งโดยพบกับ อาร์เจนตินา ที่มีทั้ง อังเคล ดิ มาเรีย, กอนซาโล่ อิกวาอิน และ ฮาเวียร์ ปาสตอเร่ ในปี 2009 โดยเกมนั้น โยฮัน ครัฟฟ์ ทำหน้าที่กุมบังเหียน พร้อมกับผู้เล่นชั้นยอดได้แก่ บิตอร์ บัลเดส, การ์เลส ปูโยล, เซร์คิโอ บุสเกสต์, โบยาน, ปิเก้ และ ชาบี พร้อมกับคว้าชัยชนะ 4-2 ต่อหน้าแฟนบอล 53,000 คนในสนามคัมป์ นู

รายชื่อทีมกาตาโลเนีย

ผู้รักษาประตู : ไอแซค เบเซร์ร่า (นาสติค เด ตาร์ราโกน่า), เอ็ดการ์ บาเดีย (เอลเช่

กองหลัง : มาร์ติน มอนโตย่า (ไบรท์ตัน), เคราร์ด ปิเก้ (บาร์เซโลน่า) มาร์ค บาร์ตร้า (เรอัล เบติส), อเล็กซ์ วิดัล (เซบีย่า), ดีดัค บีล่า (เอสปันญ่อล), มาร์ค กูกูเรย่า (เออิบาร์), มาร์ค มูเนียซ่า (คิโรน่า)

กองกลาง : วิคตอร์ ซานเชซ (เอสปันญ่อล), ชาบี เอร์นานเดซ (อัล ซาดด์) , เปเร่ ปอนส์ (คิโรน่า), ออสการ์ เมเลนโด้ (เอสปันญ่อล), โจน จอร์แดน (เออิบาร์), อเล็กซ์ กราเนลล์ (คิโรน่า), โอริโอล โรเมว (เซาธ์แฮมป์ตัน) อเล็กซิส การ์เซีย (คิโรน่า)

กองหน้า : เซร์คิโอ การ์เซีย (เอสปันญ่อล), โบยาน เกร์กิช (สโต๊ค ซิตี้), มาร์ค การ์โดน่า (เออิบาร์)